25 พ.ค. 2559

How to ATR Stoploss


อีก 1 คำถามที่คลาสสิค ก็คือ ผมควรจะใช้ SL ยังไง + ATR Stop คืออะไร 
เทรดเดอร์ที่เทรดโดยไม่มีการจำกัดความเสี่ยง ก็เหมือนเดินทางสู่จุดจบของการเทรด

มันเป็นคำถามที่ดี เพราะอย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า เทรดเดอร์ที่ถามคำถามนี้ ส่วนใหญ่รู้จักการใช้ SL แล้วนั่นเอง ถ้าเพื่อนๆ ไม่ได้จำกัดความเสี่ยงด้วยการตั้ง SL ไม่ต้องถามผมเลยว่าเพื่อนๆ จะเสียเงินไหม ที่ถูกต้องถามว่าจะเสียเงินเมื่อไร เสียมากแค่ไหน ความหมายก็คือ เพื่อนๆ เสียเงินแน่นอน เพียงแต่จะเสียมากหรือน้อย เสียเร็วหรือช้าเท่านั้นเอง 
VDO ที่ผมทำขึ้นมาจะตอบคำถามดังกล่าว ใน VDO ผมจะบอกเพื่อนๆ เกี่ยวกับการตั้ง SL โดยการใช้ ATR (Average True Range) มันเป็นวิธีการคำนวณระยะห่างของราคาที่วิ่งในช่วงเวลาใด เวลาหนึ่ง


ถ้าเพื่อนๆ เห็นว่า Video นี้มีประโยชน์ต่อคนอื่นๆ ก็สามารถส่งต่อได้ ด้วยการ share post นี้ ออกไป
*** ผมมี Indicator อยากส่งต่อให้เพื่อนๆ เหมือนเดิมครับ ทักมาใน inbox ของเพจ แล้วผมจะส่งให้ ***

แนวรับ แนวต้านที่มีนัยสำคัญที่สุด

แนวรับแนวต้านแบบที่เราต้องเน้น ???



ในความเป็นจริง Support/Resistant zone (แนวรับ แนวต้าน) เปรียบเสมือนกำแพง (หนาบ้าง บางบ้าง) สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องตัดสินใจว่ามันยังคงแข็งแรงอยู่ หรือว่ามันจะพังทลายลงไปแล้ว
.
.
2 เคล็ดลับ ค้นหา แนวรับ แนวต้านที่มีนัยยะ
A. ถูกทดสอบอย่างน้อย 2 ครั้ง (ถ้าโดนเบรกตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปให้ตัดทิ้ง)
B. การเทรด S/R zone พร้อมกับ Trend ช่วยเพิ่มโอกาสชนะได้มากขึ้น


1. แนวรับ แนวต้านทางจิตวิทยา 
โดยทั่วไป ตัวเลขที่ลงท้ายด้วย '00,000,0000' เรามักเรียกว่า "ตัวเลขทางจิตวิทยา"

ลองดูจากรูปตัวอย่าง เส้นจุดประสีแดงเป็น แนวรับแนวต้านทางจิตวิทยา


2. Swing Low/Swing High

อีกรูปแบบของแนวรับแนวต้านที่สำคัญ สามารถหาได้จากจุดกลับตัว หรือจุดที่ราคาไม่สามารถทะลุผ่านได้ง่าย


ในอดีต เมื่อราคาทำการทดสอบ แล้วเด้งกลับ ในอนาคต เมื่อราคาเข้ามาทำการทดสอบอีกครั้ง ก็มีโอกาสเด้งกลับได้อีก
เช่นกัน

ลองดูจากกราฟราคาของ EURUSD จุดที่วงกลมสีดำไว้คือจุดที่ราคาเข้าทดสอบในอดีต และเด้งกลับ เช่นเดียวกัน เมื่อราคาเข้ามาทดสอบอีกครั้งในอนาคต (วงกลมสีน้ำเงิน) เป็นจุดที่น่าสนใจในการเข้าเทรด

เราอาจจะเข้าเทรดโดยใช้กลยุทธเกี่ยวกับแท่งเทียน หรือ Price Action โดยทำการเข้าซือที่แนวรับ หรือขายที่แนวต้าน


ปล. ผมมี Indicators ช่วยลากเส้น S/R อยากส่งต่อให้เพื่อนๆ ทักมาใน inbox ของเพจ 
แล้วผมจะส่งให้ 

8 Indy Thai Version Part I

กลับมาอีกครั้ง ตามคำเรียกร้อง แบบง่าย ๆ สบาย ๆ ............ (ไม่ต้องฟังภาษาอังกฤษ) รอช้าอยู่ใย ตามไปดูเลยครับ
กูรูฝรั่งบอกและเน้นกับพวกเราว่า @Focus on Quality not Quantity (of trade)
"ให้ความสำคัญกับคุณภาพในการเทรด มากกว่าปริมาณในการเทรด"


หลักการก็คือ วัดระดับราคาปัจจุบันเทียบ ับ ระดับราคาเฉลี่ยในช่วงที่สนใจ  
CCI จะมีค่าเพิ่มขึ้นถ้าราคาปัจจุบันอยู่เหนือค่าเฉลี่ย และจะมีค่าลดลงถ้าราคาปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย คนส่วนใหญ่นิยมนำมาหาระดับ overbought หรือ oversold กัน

แบบที่ 1

1. ใช้คู่กับ MA ในการหาเทรน

2. มองหาค่า CCI ตรงข้ามกับ Trend เช่น UP trend มองหา -100 Down Trend มองหา 100

3. รอให้ CCI กลับตัวทิศทางเดียวกับ Trend เช่น Up trend รอให้กลับมาถึง +100 Down Trend รอให้กลับมาที่ -100



แบบที่ 2

1. ใช้คู่กับ MA ในการหาเทรน มองหา Sideway (MA ไม่มีความชัน เรียบ ๆ)

2. มองหา Overbought/Oversold with Divergence

3. จุดเข้าให้รอ CCI ตัด +100 ลง (Sell) หรือ ตัด -100 ขึ้น (Buy)




แบบที่ 3

1. ใช้คู่กับ MA ในการหา Trend

2. วาด Trendline ที่ CCI (ตรงข้ามกับ Trend)

3. จุดเข้าให้รอ Trendline breakout ใน CCI






เป็น momentum indicator โดยแสดงให้เห็นถึงการเปรียบเทียบว่า ราคาปิดในช่วงเวลาที่สนใจนั้นสูงหรือต่ำ

Stochastic นั้นไม่ได้เป็น indicator ที่เคลื่อนไหวตามแนวโน้ม, ราคา หรือ ปริมาณการซื้อขายแต่อย่างใด แต่ Stochastic นั้นเคลื่อนไหวตาม momentum ของราคา
จากคำกล่าวที่ว่า “การเปลี่ยนทิศทางของ momentum จะเกิดขึ้นก่อน การเปลี่ยนทิศทางของราคา”
คนส่วนใหญ่นิยมนำมาหาระดับ overbought หรือ oversold ในการกลับตัวของราคา 


แบบที่ 1 

1. มองหา Trend => MA100

2. มองหา Overbought/Oversold ด้านเดียวกับ Trend (Up trend มองหา OS,Down Trend มองหา OB)

3. จุดเข้า => SMA ตัดเส้น Trigger Line




แบบที่ 2

1. มองหา Sideway => MA100 เรียบ ๆ ไม่มีความชัน

2. มองหา แนวรับ/แนวต้าน 

3. มองหา Overbought/Oversold

4. จุดเข้า => SMA ตัดเส้น Trigger Line



ติดปัญหาอะไรสอบถามได้ที่ Comment น่ะครับ

8 Indy Thai Version Part II


กลับมาอีกครั้ง ตามคำเรียกร้อง แบบง่าย ๆ สบาย ๆ ............ (ไม่ต้องฟังภาษาอังกฤษ)
*** พิเศษสำหรับเพื่อน ๆ ที่ชอบการแบ่งปัน *** ฝาก email ไว้ด้านล่าง ผมจะส่ง Indicator RSI,MACD สีสันสวยงาม (บอก OB,OS,Trigger Line) 
รอช้าอยู่ใย ตามไปดูเลยครับ
กูรูฝรั่งบอกและเน้นกับพวกเราว่า @Focus on Quality not Quantity (of trade) "ให้ความสำคัญกับคุณภาพในการ เทรด มากกว่าปริมาณในการเทรด"

เป็นเครื่องมือที่นำมาใช้วัดการแกว่งตัวของราคาหุ้น สำหรับการลงทุนในช่วงหนึ่ง เพื่อดู OVERBOUGHT หรือ OVERSOLD ซึ่ง RSI นี้จะวิ่งอยู่ระหว่าง 0 - 100 โดยใช้ระดับเหนือ 70% บอกภาวะ OVERBOUGHT หรือซื้อมากเกินไป มีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวลงมา และระดับต่ำกว่า 30% บอกภาวะ OVERSOLD หรือขายมากเกินไป มีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นไป

#Scalper set RSI7
#RSI < 50 => Short term Bearish environment
#RSI > 50 => Short term Bullish environment


แบบที่ 1

1. ใช้คู่กับ MA ในการหา Trend

2. มองหา Overbought/Oversold

3. จุดเข้าให้รอ RSI ตัด 50 ลง (Sell) หรือ ตัด 50 ขึ้น (Buy)





แบบที่ 2

1. ใช้คู่กับ MA ในการหา Trend

2. จุดเข้าให้รอ RSI ตัด 50 ลง (Sell) หรือ ตัด 50 ขึ้น (Buy)






แบบที่ 3

1. ใช้คู่กับ MA ในการหา Sideway (MA เรียบ ๆ ไม่ชัน)

2. มองหา Overbought/Oversold

3. มองหา Divergence ระหว่าง OB/OS

4.จุดเข้าให้รอ RSI ตัด 50 ลง (Sell) หรือ ตัด 50 ขึ้น (Buy)




สร้างขึ้นโดยใช้ความแตกต่างของเส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้น โดยทั่วไปใช้เส้น 12 วัน กับเส้น 26 วัน สัญญาณซื้อจะปรากฎขึ้นเมื่อ... เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เร็ว ตัดขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช้า สัญญาณทั้ง 2 แบบที่เกิดขึ้นจะได้รับการยืนยันเมื่อ เส้นทั้ง 2 ตัดผ่านเส้น 0 (zero line) #Momentum changing


แบบที่ 1

1. ใช้คู่กับ MA ในการหา Trend

2. มองหา Pullback to MA (Consolidation)

3. จุดเข้าให้รอ MACD ตัด Trigger line ลง (Sell) หรือ ตัด Trigger line ขึ้น (Buy)




แบบที่ 2

1. มองหา Divergence ที่ MACD

2. MACD เคลื่อนขึ้นลง หักหัวด้วยความเร็ว

3. จุดเข้าให้รอ MACD ตัด Trigger line ลง (Sell) หรือ ตัด Trigger line ขึ้น (Buy)




แบบที่ 3

1. มองหา Top/Bottom ที่สูงพอๆ กัน 3 ลูก

2. MACD Histogram Divergence

3.จุดเข้าให้รอMACD Histogram ตัด 0 ลง (Sell) หรือ ตัด 0 ขึ้น (Buy)

ติดปัญหาอะไรสอบถามได้น่ะครับ

8 Indy Thai Version Part III


กลับมาอีกครั้ง ตามคำเรียกร้อง แบบง่าย ๆ สบาย ๆ ............ (ไม่ต้องฟังภาษาอังกฤษ)
สัปดาห์นี้เพื่อนๆ คงได้ไอเดียการเทรดไปพอสมควร วันนี้เรามาต่อกันด้วยเครื่องมือง่ายๆ 
และทรงประสิทธิภาพกัน กูรูฝรั่งบอกและเน้นกับพวกเราว่า 
@Focus on Quality not Quantity (of trade) 
"ให้ความสำคัญกับคุณภาพในการเทรด มากกว่าปริมาณในการเทรด"

มีหน้าที่ บอกพลังของ Trend ถ้ามีค่ามากก็แปลว่า Trend มีพลังแข็งแรงมาก  มีค่าน้อยก็แปลว่า Trend มีพลังน้อย



แบบที่ 1 

1. ใช้คู่กับ MA ในการหา Trend

2. มองหา ADX ค่าน้อยๆ ต่อเนื่อง (Sideway price)

3. จุดเข้าให้รอ ADX break 25 + Climbing






แบบที่ 2

1. ใช้คู่กับ MA ในการหา Trend

2. มองหา ADX > 25 + Climbing

3. จุดเข้าให้รอ ราคา break สามเหลี่ยมปากปิด







แบบที่ 3

1. ใช้คู่กับ MA ในการหา Trend

2. มองหา ADX > 25 + Climbing

3. จุดเข้าให้รอ OB/OS Stochhastic








ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่มีการนำราคา ณ ช่วงเวลาต่างๆ มาสร้างเป็นชุดข้อมูลในรูปแบบกราฟเส้น โดยมีการเกลี่ยข้อมูลให้เรียบเพื่อลดการผันผวนด้วยจำนวนวัน ซึ่งนิยมใช้ Moving Average ในการดูแนวโน้วทิศทางของราค

Q:ใช้ตัวเลขเท่าไรดี ??? ให้ทำการ Backtest ระบบตัวเอง ว่าเหมาะกับตัวเลขเท่าไร
Ans: ถามตัวเองว่าใช้ MA เพื่ออะไร เช่น ใช้ดู Trend/filter noise สามารถใช้ SMA ได้ หรือต้องการใช้เพื่อเข้าออกให้เร็วขึ้น 
R:R ดี แต่ Noise สูงกว่า ก็สามารถใช้ EMA


การใช้งาน Moving Average

1. ใช้หา Trend

A.ความชันของเส้น MA

B. Short/Long term MA => ตัวเลขเยอะ น้อย เช่น 8,13,21,34,55,89,100,200







2. ใช้เป็นจุด Entry

A. Crossover

B. Close price => Above/Below MA

C. Limit order @ MA




3.Value

เมื่อราคาใกล้ MA ถือว่าเป็นราคาที่เหมาะสม เมื่อราคา Rally นานๆ ก็มักจะมีการพักตัว Pullback มาบริเวณเส้น MA ซึ่งคน Buy/Sell คนท้ายๆ มัก Buy หรือ Sell บริเวณเส้น MA




4. ใช้เป็น SL

=> Dynamic S/R @MA ทำหน้าที่เป็นแนวรับแนวต้าน แบบเคลือนที่ได้







5. ใช้ร่วมกับ Price pattern ต่างๆ เช่น สามเหลี่ยมปากปิด








ติดปัญหาอะไรสอบถามได้น่ะครับ
=============================================================
ปล.สำหรับเพื่อน ๆที่ต้องการให้ผมส่ง Indy ตัวก่่อนหน้านี้ ให้ทักเข้า Inbox เพจน่ะครับ
=============================================================
นึก ‪#‎traderathome‬